พ่อหลวงสอนใว้...พอเพียง คือ ความพอดี ของชีวิต

พ่อหลวงสอนใว้...พอเพียง คือ ความพอดี ของชีวิต
ขอให้พระคุ้มครองคนทำความ...ดี

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

20 ปีคดีอัปยศ จากหัวใจ....แม่...เพื่อ...ลูก...


20 ปีคดีอัปยศ  จากหัวใจ....แม่...เพื่อ...ลูก...

    "อีกเจ็ดวันครบ 20 ปี ที่แม่อย่างฉันตามหาความเป็นธรรมให้ลูกที่ได้รับความเสียหายจากการทำคลอดของรพ.พญาไท 1 จนถึงวันนี้ก็ยังไม่สำเร็จ แต่ฉันไม่ได้สู้เพื่อลูกเท่านั้นฉันสู้เพื่อผู้คนในสังคมจะได้ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อเหมือนครอบครัวฉันอีก"
       ปรียนันท์...เป็นหญิงท้องแรก ฝากครรภ์กับสูตินรีแพทย์ของรพ.พญาไท 1 พบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ เมื่อเจ็บท้องคลอดเธอไปโรงพยาบาล แพทย์ติดดูแลคนไข้อื่น และสั่งให้ยาเร่งคลอดทางโทรศัพท์โดยไม่มาตรวจครรภ์ เมื่อใช้ยาเร่งคลอดไม่ได้ผลแพทย์พยายามช่วยคลอดด้วยการใช้เครื่องดูดดึงแต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากเด็กอยู่ในท่าผิดปกติคือหงายหน้าออก(OPP) หลังผ่าตัดทำคลอด เด็กมีน้ำหนักมากถึง 4,050 กรัม บริเวณท้ายทอยมีรอยบวมน่วมก้อนโตที่เกิดจากการใช้เครื่องดูด
            หลังคลอดเด็กตัวเหลืองมากส่องไฟไม่ลด กุมารแพทย์เปลี่ยนถ่ายเลือดผ่านสาย สะดือ เกิดการติดเชื้อ มีไข้สูง สะดือแฉะมีหนองสีเหลือง ร้องกวนมาก น้ำหนักลดอย่างต่อเนื่อง ตรวจพบเม็ดเลือดขาวสูงมาก แต่แพทย์มิได้ให้ยาปฏิชีวนะ มีการเจาะเลือดเพื่อเพาะเชื้อ แต่ไม่ทันทราบผลก็จำหน่ายเด็กออกจากโรงพยาบาล  การติดเชื้ออย่างรุนแรงโดยไม่มีการดูแลรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที ทำให้ ข้อสะโพกซ้ายของเด็กติดเชื้ออย่างรุนแรงถูกเชื้อโรคทำลายจนสลายไป กลายเป็นความทุกข์ทรมานและเป็นปัญหาเรื้อรังของเด็กไปตลอดชีวิต
            ปรียนันท์ฯ......อุ้มลูกกลับไปขอความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลหลายครั้ง แต่ถูกปฏิเสธ อ้างว่าลูกของเธออาจติดเชื้อจากที่ใดก็ได้คนเราเป็นหวัดก็ติดเชื้อไวรัสจาก อากาศ จะช่วยรักษาให้แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายปกติ จะลดให้บ้างเพื่อเห็นแก่มนุษยธรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นการรับผิด เพราะไม่ได้ทำผิดพลาด ใด ๆ เธอจึงอุ้มลูกกลับบ้านด้วยความช้ำใจ
          น้องเซ้นต์......เจ็บปวดทุกข์ทรมานจากการผ่าตัดหลายครั้ง ปรียนันท์ฯ ทุ่มเทค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาลูกจำนวนมาก จนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ก็ไม่สามารถแก้ไขเยียวยาความเสียหายได้ ปัจจุบันลูกของเธอข้อสะโพกซ้ายไม่มี ขาสองข้างไม่เท่ากัน เดินกระเผลก นั่งขัดสมาธิไม่ได้ หลังคดปวดขาทุกคืน ข้อแขนซ้ายถูกทำลายและมีร่องรอยของกระดูกต้นแขนหัก สั้นและอ่อนแรงกว่าแขนขวา แกว่งแขน 360 องศาไม่ได้บริเวณท้าย ทอยมีรอยเครื่องดูดและผมขึ้นน้อย หลังอายุ 20 ปี ต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมทุก 10 ปี การเคยติดเชื้อในกระดูกทำให้การผ่าตัดมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติ ข้อเทียมที่เหมาะสม ต้องทำจากไทเทเนียมและเซรามิคซึ่งมีราคาสูงมาก และสิทธิบัตรทองไม่ครอบคลุม
                 วิบากกรรม...ของการต่อสู้
ปรียนันท์ฯ ร้องเรียนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย รวมทั้งดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เจ้าของโรงพยาบาลซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในสมัยนั้น แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง เมื่อขอคัดถ่ายสำเนาเวชระเบียนเพื่อนำไปรักษาลูก ก็ถูกท้าทายให้นำทนายความไปฟ้องเอา

ฟ้องโรงพยาบาลพญาไท 1
ปรียนันท์ฯฟ้องรพ.พญาไท 1และแพทย์ผู้รักษา เป็นคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย ระหว่างนั้นดร.อาทิตย์ฯ เจ้าของรพ.เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต่อมากิจการรพ.พญาไท 1 ถูกเปลี่ยนมือบริหารโดยนายวิชัย ทองแตง (ทนายความคดีซุกหุ้ของดร.ทักษิณ ชินวัตร) เธอใช้เวลาต่อสู้คดีนานถึง 9 ปี ศาลชั้นต้น, อุทธรณ์และฎีกา พิพากษายกฟ้องเพราะคดีหมดอายุความทางแพ่งหนึ่งปี (เหตุเกิดปี2534 ยื่นฟ้องปี 2539 รอมติแพทยสภา) แม้จะต่อสู้ว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องอาญา เนื่องจากลูกของเธอได้รับอันตรายสาหัสจนถึงขั้นพิการ ต้องนับอายุความทางอาญาที่ยาวกว่าคือ 10 ปี แต่ศาลฎีกาให้เหตุผลว่าเธอบรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบคดีอาญา นับอายุความที่ยาวกว่าไม่ได้ จึงพิพากษายืน (คดีสิ้นสุดแล้ว) คดีนี้เธอถูกยึดค่าธรรมเนียมศาลละสองแสนบาท ถูกศาลปรับให้จ่ายค่าทนายให้รพ.พญาไท 1 อีก 1 แสนบาท ทำให้เธอถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว เนื่องจากต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาลูกอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ระหว่างนั้นคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขสภาผู้แทนราษฎร ชี้ว่าเป็นความผิดพลาดของโรงพยาบาล แต่โรงพยาบาลอ้างว่าศาลตัดสินว่าโรงพยาบาลไม่ผิดจึงไม่ยอมเจรจา ทั้งที่ศาลตัดสินว่าคดีหมดอายุความ ยังไม่ได้พิสูจน์ถูกผิด 
         (ปัจจุบันรพ.พญาไท1 เปลี่ยนเจ้าของเป็นของนพ.ปราเสริฐ ประสาททองโอสถ เจ้าของรพ.กรุงเทพฯ และสายการบินบางกอกแอร์เวย์)
          ถูกฟ้องกลับ 100 ล้าน   เมื่อ ใช้กฎหมายไม่เป็นผล ปรียนันท์ฯ ไปถือป้ายประท้วงที่หน้าโรงพยาบาลคู่กรณี พร้อมให้สัมภาษณ์สื่อทั้งวิทยุ,หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ เป็นเหตุให้คู่กรณี(สมัยนายวิชัย ทองแตงบริหาร) ฟ้องเธอ 2 คดีทั้งทางแพ่งและอาญา ข้อหาละเมิดและหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท 

คดีอาญา
 ใช้เวลาต่อสู้นาน 5 ปี ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องคำพิพากษาระบุว่า “เห็นว่าจำเลยได้ยื่นร้องเรียนตามสิทธิข้อกฎหมาย เป็นการแสดงเพื่อความสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันผลกระทบด้านความปลอดภัยของชีวิตและครอบครัวการกระทำของจำเลยจึงไม่มีมูลความผิด” (คดีสิ้นสุดแล้ว)
        คดีแพ่ง 
รพ.พญา 1 ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเธอ 100 ล้านบาทใช้เวลาต่อสู้นาน 7 ปี ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง คำพิพากษาระบุว่า “เห็นว่าคำกล่าวของจำเลย เป็นการกล่าวไปตามความเข้าใจเพื่อความชอบธรรมและปกป้องสิทธิตามครองธรรม จึงไม่เป็นการละเมิด พิพากษายืน” คู่กรณียื่นฎีกา (คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา)
       เกี่ยวกับคดีนี้
1.คู่กรณีร้องขอให้ศาลออกคำสั่งปิดปากเธอไม่ให้ออกสื่อ มีการไต่สวนและออกคำสั่งลับหลังโดยเธอไม่ได้ไปศาลทนายฝ่ายรพ.พญาไท 1 แถลงว่าส่งหมายแล้วเธอไม่มาศาลทั้งที่หมายไม่เคยออกจากศาล  เธอขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งเดิมขอให้มีการไต่สวนใหม่ ศาลยกเลิกคำสั่งเดิมที่มิชอบด้วยกฎหมายและให้ไต่สวนใหม่แต่ก็ออกคำสั่งปิดปากเหมือนเดิม 
2.คู่กรณีฟ้องเรียกค่าเสียหาย100ล้านบาท ศาลให้เธอชนะแต่ไม่สั่งให้รพ.พญาไท1 จ่ายค่าทนายให้ฉันแม้แต่บาทเดียว  ช่างต่างกับคดีที่เธอฟ้องรพ.57 ล้านเมื่อศาลยกฟ้อง ศาลสั่งให้เธอจ่ายค่าทนายให้รพ.ตั้งหนึ่งแสนบาท ทั้งที่คกก.สิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีมติว่ารพ.ผิด
        ปรียนันท์....ไม่ยอมถอย
เมื่อถึงทางตันกับคำว่า “หมดอายุความ” แต่การละเมิดสิทธิเด็กยังคงอยู่ ปรียนันท์ฯ ร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ที่มีมติอย่างตรงไปตรงมาว่า
(1)  แพทย์ผู้ทำคลอดและกุมารแพทย์ของโรงพยาบาลพญาไท1 ประมาทเลินเล่อรวมทั้งโรงพยาบาลพญาไท 1 ไม่มีมาตรการแก้ไขเยียวยา จึงก่อให้เกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงให้ช่วยเหลือเยียวยา ทันที (แต่รพ.พญาไท 1 เพิกเฉยไม่ทำตามมติ)
(2)  กระบวนการตรวจสอบของแพทยสภาไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้องให้รื้อฟื้นเรื่องขึ้น พิจารณาใหม่ภายใน 30 วัน (กระทรวงสาธารณสุข ยุคนายไชยา สะสมทรัพย์ ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า แพทยสภาไม่มีอำนาจในการรื้อคดีใหม่ โดยแพทยสภาได้เข้าชี้แจงเพียงฝ่ายเดียว)
         กสม.ก็ไม่ยอมถอย
เมื่อกสม.ไม่สามารถบังคับให้รพ.พญาไท 1 และแพทยสภาให้ทำตามมติได้ จึงรายงานนายกรัฐมนตรี (นายสมัคร สุนทรเวช) ให้มีบัญชาภายใน 60 วัน แต่นายสมัครฯไม่มีบัญชา (พี่สาวของนายสมัครฯ เป็นกรรมการแพทยสภาชุดที่ปรียนันท์ฯ ฟ้อง)
           กสม.จึงเดินหน้ารายงานต่อประธานรัฐสภาและวุฒิสภา เรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรนาน 4 ชั่วโมงในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ ซึ่ง นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตั้งกรรมการไกล่เกลี่ยเสนอให้เธอรับเงิน 5 แสนบาทและให้ยุติเรื่อง แต่เธอขอให้คู่กรณีแสดงความเสียใจและขอโทษต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมาเสียก่อน แล้วค่อยพูดถึงการเยียวยาแต่คู่กรณีปฏิเสธ
          ขณะที่รัฐบาลให้เหตุผลว่านอกเหนือวิสัยที่รัฐจะเข้าไปแทรกแซงได้ เนื่องจากเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับโรงพยาบาลเอกชน
         ฟ้องแพทยสภา
เธอร้องเรียน แพทยสภา เรื่องเงียบนานเกือบ 3 ปี พอเธอยื่นฟ้องโรงพยาบาล แพทยสภาก็รีบมีมติว่าเรื่องของเธอเป็น”คดีไม่มีมูล” โดย ไม่เคยเรียกเธอชี้แจง และละเว้นไม่สอบสวนนพ.สุรพงษ์ อำพันวงศ์ ผอ.โรงพยาบาลที่นั่งออกรายการทีวีคู่กับพญ.ประสบศรี อึ้งถาวร รองเลขาธิการแพทย สภาผู้เซนต์มติรวมทั้งคู่กรณีทำรายงานเท็จขัดต่อข้อเท็จจริงในเวชระเบียน
          ความไม่ชอบมาพากลทำให้ปรียนันท์ร้องขอให้แพทยสภารื้อคดีใหม่ แต่แพทยสภายกคำร้องไม่รื้อคดีใหม่ แม้จะมีกรรมการสองท่านให้ความเห็นแย้งว่า”คดีมีมูล” และการวินิจฉัยมีความล่าช้าไม่ทันท่วงทีก็ตาม มิหนำซ้ำยังมีนพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ กรรมการแพทยสภาเสนอให้ลบรายงานการประชุมส่วนที่มีความเห็นแย้งออกด้วย

เธอจึงฟ้องแพทยสภาทั้งคณะ 33 คน เป็นคดีอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ศาลใช้เวลา 6 ปีในการไต่สวนมูลฟ้อง ศาลชั้นต้น, อุทธรณ์และฎีกาพิพากษาไม่รับฟ้อง
           คำพิพากษาระบุว่า“..แม้จะเป็นความจริงว่าเป็นการช่วยเหลือแแพทย์ผู้ถูกร้องไม่ให้ถูกลงโทษ ก็มิได้ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือกระทบกระเทือนสิทธิ์ในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนโดยตรงแต่ประการใด โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องแพทยสภาทั้ง 33 คน”

ปรียนันท์ฯเลือกไม่ดำเนินคดีอาญา ต่อแพทยสภาอีก เนื่องจากคณะกรรมการสิทธิฯ มีมติแล้วว่า แพทยสภาผิด สังคมรับรู้แล้วว่าแพทยสภาผิด เธอไม่ประสงค์จะให้ใครติดคุก เพียงแค่ต้องการปรามไม่ให้แพทยสภาทำกับคนอื่นในสังคมอีก แต่กลับเป็นเหตุให้แพทยสภานำคดีนี้เป็นบรรทัดฐาน ต่อสู้กับผู้เสียหายที่ฟ้องแพทยสภาเป็นคดีอาญา แทบทุกคดี
          ความเสียหายใหม่
ต่อมาในปี2551เมื่อน้องเซ้นต์อายุได้ 17 ปี มีอาการปวดหลังร้าวลงไปที่ขาอย่างรุนแรง หลายครั้งไม่สามารถนอนหลับลงได้ ผลการตรวจเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์เมื่อ 14 มิ.ย. 51 พบว่า “กระดูกสันหลังเคลื่อน โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ หมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับไขสันหลังและเส้นประสาท” เป็นความเสียหายใหม่ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากความเสียหายเดิม

ศาลคือที่พึ่งสุดท้าย..อีกครั้ง
ปี 2551 ประเทศไทยมีกฎหมายใหม่ “พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551” มาตรา 13 บัญญัติว่า
“ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัย...เป็นกรณีที่ต้องใช้เวลาใการแสดงอาการ ผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในสามปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย ....”

19 พ.ค. 52 
ปรียนันท์ฯ ฟ้องรพ.พญาไท 1 เป็นคดีผู้บริโภค ทางรพ.พญาไท 1 (ยุคนายวิชัย ทองแตง) ไม่ประสงค์เจรจาไกล่เกลี่ย และต่อสู้โดยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดว่าเป็นคดีฟ้องซ้ำและหมดอายุความ

28 ก.ค. 52
  ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องว่า “ฟ้องซ้ำและหมดอายุความ” ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์  โดยกรมคุ้มครองสิทธิฯ กระทรวงยุติธรรมช่วยดูแลเรื่องคดีความ

“กว่า 20 ปี ที่แม่อย่างฉันอดทนต่อสู้หาความเป็นธรรมให้กับลูก เพราะเชื่อตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดว่า “สิทธิของผู้บริโภคย่อมได้รับการคุ้มครอง” แต่จนถึงทุกวันนี้ผู้บริโภคอย่างฉันกับลูกไม่เคยได้รับการคุ้มครอง  มีแต่ต้องดิ้นรนช่วยเหลือตนเองแทบทั้งสิ้น

ฉันร้องเรียนหลายหน่วยงานทุกวิถีทาง แต่ไม่มีเส้นทางไหนเข้าถึงความยุติธรรมได้เลยเพราะระบบเส้นสายอุปถัมภ์ที่มีอยู่จริงในบ้านเมืองเป็นอุปสรรค  หลายครั้งฉันรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง  แต่ก็ไม่เคยถอยให้กับความไม่ถูกต้อง จนทุกวันนี้ถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำเพื่อสังคมส่วนรวม  มากกว่าเรื่องลูกซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัว ฉันอดทนต่อสู้จนผู้คนในสังคมบางคนตราหน้าว่าฉันนั้น บ้า โง่ ตลก ทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  แต่ฉันกลับเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากเป็นการร่วมมือกันรังแกประชาชน ของอำนาจรัฐ อำนาจตุลาการ ถ้าปล่อยเรื่องนี้หลุดรอดการตรวจสอบ  ต่อไปชาวบ้านจะอยู่กันได้อย่างไร  ทุกคนมีเจ็บไข้ได้ป่วยกันทุกวัน  หมอก็มีผิดพลาดทุกวัน   แล้วประชาชนที่ไม่มีเส้นสายจะหาความเป็นธรรมได้จากใคร

โรงพยาบาลพญาไท 1 และแพทยสภา คงไม่รับรู้ว่าท่านได้ทำบาปทำกรรม   ทำลายครอบครัวที่บริสุทธิ์ครอบครัวหนึ่งจนพังพินาศสิ้นเนื้อประดาตัว ชีวิตครอบครัวเหมือนแพแตก แยกไปคนละทิศละทาง สามีฉันบากหน้าไปทำงานขายแรงงานที่ต่างประเทศ เพื่อหาเงินมาไว้รักษาลูกในอนาคต แต่ก็ไปได้รับอุบัติเหตุตกจากหลังคาที่ไปรับจ้างซ่อม จนกระดูกสันหลังหัก ยังต้องรักษาตัวอยู่อย่างต่อเนื่อง  (ปัจจุบันสามีกลับมาอยู่กับครอบครัวแล้ว  แต่ก็ทำงานหนักไม่ได้ เพราะปวดและหลังแข็ง บ่อย ๆ ในอนาคตก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร)

แม้จะแบกรับเรื่องส่วนตัวและเรื่อง ส่วนรวมหนักเพียงใด แต่ฉันก็ยืนหยัดที่จะสู้ เพียงเพื่ออยากเห็นความถูกต้อง และอยากเห็นวงการแพทย์ วงการศาล มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น  ฉันรู้ว่าไม่มีแพทย์คนไหนตั้งใจทำพลาด แต่ในเมื่อพลาดแล้วควรจะรับผิดชอบช่วยเหลือดูแลเยียวยาผู้เสียหายบ้าง  ไม่ใช่ปัดความรับผิดชอบไม่พูดคุยปล่อยให้เผชิญชะตากรรม    เห็นชาวบ้านไม่มีความรู้ก็ท้าทายให้ฟ้อง   มิหนำซ้ำยังอาศัยความเหนือกว่าทุกด้านรังแก และยืมมือกฎหมายฟ้องกลับ ทำให้ผู้เสียหายต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในการสู้คดีหนักเข้าไปอีก 

ฉันคือคนที่นอนอยู่กับปัญหามาอย่างยาวนาน จนหมอบางคนเรียกฉันว่า"นางปีศาจร้ายวงการแพทย์" ขอทำนายอนาคตของสังคมไทยว่า  หากขืนปล่อยให้สังคมมีความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ต่อไป “ความเป็นธรรมไม่มี สันติสุขไม่มีวันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” 

ฉันขอฝากไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการแพทย์ว่า  ขอให้แก้ไขในสิ่งผิด ขอให้เป็นสุภาพบุรุษสุภาพสตรี หยุดการกล่าวให้ร้ายฉันว่าเป็นคนคุยไม่รู้เรื่อง ต่อสู้ด้วยความอาฆาตแค้น ปล่อยให้ลูกเดินกระเผลกเพื่อเรียกร้องความสนใจ  ต้องการฟ้องร้องเพื่อให้ได้เงินเยอะ ๆ หรือไม่ตัดรองเท้าให้ลูกใส่  ที่ผ่านมารพ.พญาไท 1 ไม่เคยรับผิดชอบใด ๆ ทิ้งภาระให้ฉันเสียค่ารักษาผ่าตัด ดูแลลูกจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว  เอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ลูกทุกปีล่าสุดหมดไป 36,000 บาท  และทำพื้นรองเท้าเสริมด้านใน 4,800 บาท(เสริมด้านนอกสูงมากเดินแล้วเท้าพลิก) ค่าใช้จ่ายในการทำกายภาพบำบัดอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง และอื่น ๆ อีกมากมาย ขอให้หยุดทำร้ายครอบครัวฉันเสียที  และปีนี้ลูกฉันอายุครบ 20 ปีต้องได้รับการผ่าตัดใส่ข้อสะโพกเทียมแล้ว ใครจะยื่นมือเข้ามาแก้ไขในสิ่งผิด  หากวงการแพทย์ไทยนิ่งเฉยฉันก็จะดิ้นรนทางอื่นต่อไป

ทุกขั้นตอนการต่อสู้มีความอัปยศอดสูที่ฉันได้บันทึกเอาไว้อย่างละเีอียด โปรดเข้าไปอ่านต่อได้ที่  http:/www.thai-medical-error.blogspot.com หรือคลิกเข้าไปอ่านหนังสือที่ฉันเขียน "นางปีศาจร้ายในสายตาหมอ" ได้ที่นั่นเช่นกัน

วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2554

หมอประเวศ ปลุกประชาชน ติดอาวุธทางปัญญาผลักดันนักการเมืองคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค



หมอประเวศ  ปลุกประชาชน  ติดอาวุธทางปัญญาผลักดันนักการเมืองคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค
     ศ.นพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “สานพลัง สามพลัง เพื่อผู้บริโภคไทย” จัดการประชุมวิชาการคุ้มครองผู้บริโภค ครั้งที่ 2 เนื่องในโอกาสวันสิทธิผู้บริโภคสากล ว่า การคุ้มครองผู้บริโภคเป็นศีลธรรมที่มนุษย์พึงมีต่อกัน การทำร้ายผู้บริโภคเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรม แต่พบว่า สังคมปัจจุบันเป็นสังคมแสวงหากำไร ผู้ บริโภคในปัจจุบันถูกทำร้ายจากทุกทิศทาง ทั้งในด้านอาหาร ยา สินค้าบริการ และสภาพสิ่งแวดล้อม ประชาชน ได้รับผลกระทบทางลบและไม่มีความปลอดภัยมากมายจากสินค้าด้อยคุณภาพ อันตราย คิดราคาแพงเกินไป มีการใช้ยาฆ่าแมลง- แร่ใยหิน- สารหนู- สารแคดเมี่ยม และสารตะกั่ว  แผ่นดินของเราเป็นแผ่นดินอาบยาพิษ ใช้ยา และสารพิษมากมาย ชีวิตของผู้บริโภคล้วนอยู่ล้อมรอบพิษภัยต่างๆ  ที่ สำคัญ การโฆษณาทำให้เกิดความเสื่อม ขาดการวิเคราะห์ ผู้ประกอบการแสวงหากำไรสูงสุด ไม่สนใจศีลธรรมเช่น การโฆษณาให้เด็กกินหวาน ดึงเงินไปจากพ่อแม่เด็ก 170,000 ล้าน บาท แต่ทิ้งปัญญาสุขภาพไว้กับเด็กซึ่งเป็นอนาคตของชาติมากมาย ทั้งโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน จะเห็นได้ว่า ระบบทุนนิยมก่อให้เกิดหายนะกระทบผู้บริโภคทั้งทาง ตรงและทางอ้อม นำไปสู่ความรุนแรง ความขัดแย้ง ความตาย ก่อความทุกข์ไปทั่วโลก ทำลายสังคม สิ่งแวดล้อม นำไปสู่โลกร้อน ผ่านการส่งเสริมการบริโภคเกินเลย เกิดภัยพิบัติไปทั่วโลก เช่น พายุ น้ำท่วมฉับพลัน ภาวะแห้งแล้ง ไฟไหม้ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดจะเกิดมากขึ้น นำไปสู่การขาดแคลนอาหาร เพราะพื้นที่การผลิตมีน้อยลง เกิดโรคระบาด การจลาจลและสงคราม ดังนั้น ประชาชนต้องขับเคลื่อนด้วยการติดอาวุธทางปัญญาจากภาควิชาการ ผลักดันให้นักการเมืองทำงานเพื่อประชาชน
       “เพราะนักการเมืองจะทำเรื่องดีๆ ไม่ได้ ถ้าไม่มีประชาชนคอยขับเคลื่อน เพราะโดยปกติ อำนาจรัฐจะเข้าข้างคนมีเงิน ไม่เคยเข้าข้างคนที่เสียเปรียบ อย่างเรื่องร่าง พรบ.องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งควรมีกองทุนเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคขนาดใหญ่พอที่จะส่งเสริมการทำระบบคุ้มครองผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ แต่เท่าที่ทราบมาก็ถูกตัดงบประมาณ

นักการ เมืองเป็นผู้แทนราษฎร ราษฎรเลือกเข้าไปให้ไปทำงาน แต่เข้าไปหาประโยชน์เป็นพันล้าน หมื่นล้านแ แสนล้าน แต่พอเป็นเงินคุ้มครองผู้บริโภคของบประมาณไม่น้อยกว่า 5 บาทต่อหัวประชากร ก็จะมาขอตัดเหลือ 3 บาทต่อหัวประชากร ทั้งที่ต้องทำงานจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน นี่ก็จะมาตัดเขา ฉะนั้น ลำพังการเมืองนั้นไม่เคยทำสิ่งที่ดีๆได้ จำเป็นต้องอาศัยพลังประชาชนที่ตื่นตัวและติดอาวุธด้วยปัญญาและใช้สันติวิธีรุกคืบเข้าไป ผมเชื่อว่า อำนาจจะเคลื่อนที่จากพลานุภาพ ซึ่งคืออานาจรัฐ-การใช้กำลัง ไปสู่ธนานุภาพซึ่งหมายถึงอำนาจทางการเงิน ไปสู่สังคมานุภาพ คือพลังทางสังคมในที่สุด”
    ศ.นพ.ประเวศกล่าวว่า การจะสร้างกลไกในการคุ้มครองผู้บริโภคจากสังคมแห่งการแสวงหากำไร เปลี่ยนเป็นสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน ต้องเร่งสร้าง "พลังทางปัญญา พลังทางสังคม และพลังศีลธรรม" รวมเป็นพลังในการขับเคลื่อนงานคุ้มครองผู้บริโภคได้ดังนี้ 1. สร้างชุมชนเข้มแข็งทุกๆ ด้าน เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันอย่างยั่งยืน 2. ระบบ สุขภาพชุมชน ที่จะดูแลคนในชุมชน เช่น อสม. หมออนามัย เป็นต้น เผยแพร่ให้ความรู้การจัดอบรมนักสุขภาพครอบครัวที่คอยให้ข้อมูลการบริโภคที่ ปลอดภัย 3. สร้างตลาดขายตรงให้มากที่สุด ไม่ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อส่งเสริมการบริโภคเกินเลย  มี ตลาดขายตรงผู้บริโภคซื้อจากผู้ขายโดยตรง รับผิดชอบ มีความเอื้ออาทรต่อกัน ผลิตสินค้าปลดสารพิษ เพื่อสุขภาพของผู้บริโภค ส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่รวมตัวจัดตั้งบริษัทที่ทำเพื่อสังคม เชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค  พลังแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนอยู่ที่พลังของผู้บริโภค 4. คน ถูกยัดเยียดให้ข้อมูลข่าวสาร ควรส่งเสริมหลักสูตรวิเคราะห์ข่าวสารการโฆษณา คุ้มครองผู้บริโภคในทุกชั้นเรียน ควรมีความสามารถว่าข่าวสารอะไรเชื่อถือได้หรือไม่ ฝึกวิจารณญาณไม่ให้ถูกล้างสมอง ควรส่งเสริมให้เรียนรู้จากปฏิบัติจริง
5. สื่อสร้างสรรค์  คณะ นิเทศ/วารสาร ควรรวมตัวกันทำระบบเฝ้าระวังสื่อ เป็นการโน้มน้าวให้สื่อเป็นสื่อสร้างสรรค์มากขึ้น มิฉะนั้นคนที่จบสาขาเหล่านี้ก็จะเข้าสู่วงจรปลุกระดมให้บริโภคที่ไม่สมควร  องค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคควรส่งเสริมระบบเฝ้าระวังสื่อ 6. การวิจัยเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เป็นกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนงานคุ้มครองผู้บริโภค 7.เวทีพัฒนานโยบายเพื่อผู้บริโภค ภาครัฐส่วนใหญ่ไม่เข้าข้างผู้เสียเปรียบ จำเป็นต้องใช้ 3 พลังคือ พลังภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมมาเชื่อมโยงและมีเวทีในการพัฒนาเพื่อผู้บริโภค 8. ส่งเสริมธุรกิจไทยหัวใจมนุษย์ ที่มีความรับผิดชอบ ปฏิรูปความเป็นมนุษย์ ไม่ได้มุ่งแสวงผลกำไรเพียงอย่างเดียว และ 9. กองทุนเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค พลังที่จะขับเคลื่อน ควรมีกองทุนขนาดใหญ่ที่ส่งเสริมการทำระบบคุ้มครองผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย รวม 11 องค์กร  จัดการประชุมวิชาการคุ้มครองผู้บริโภค ครั้งที่ 2 เนื่องในโอกาสวันสิทธิผู้บริโภคสากล วันที่ 15 มีนาคมของทุกปี (World Consumer Right Day) ในหัวข้อ “สานพลัง สามพลัง เพื่อผู้บริโภค” ระหว่างวันที่ 14-15 มี.ค. ซึ่งได้รับร่วมมือ 3 พลังหลัก อันประกอบด้วย ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ระดมเครือข่ายกว่า 800 คน ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนา วิชาการด้านการคุ้มครองผู้บริโภค นำไปสู่จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและร่วมกำหนดทิศทางในการพัฒนางานคุ้มครองผู้บริโภคทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ติดต่อประสานงาน สคบ. ขอให้ติดต่อ

     ผู้บริโภค - ผู้ประสงค์ติดต่อ - หากต้องการ

   ปรึกษา -ร้องเรียน -  โปรดติดต่อ
   สคบ.ชลบุรี  ขอให้โทร.ที่ ๐๓๘-๒๗๘๓๗๐ , ๐๓๘-๒๗๙๔๔๘  

   หรือ  หน่วยงาน ร้องเรียน-ปรึกษา ที่
       งานคุ้มครองผู้บริโภคท้องถิ่น  อบต.-เทศบาลฯ ประจำท้องถิ่นใกล้บ้านท่าน

             ศบท. ชลบุรี   งดบริการ  ชั่วขณะ   .....ขอบอกข่าว ...ค่ะ

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เรื่อง เตือนภัยผู้บริโภค

     มีเรื่องร้องเรียนเข้ามากว่า....
     ขณะนี้ มีบริษัทหนึ่งในจังหวัดชลบุรี มีการส่งจดหมายให้แก่ผู้บริโภค ว่า คุณโชคดี  คุณได้รับสิทธิพิเศษในการรับเครื่องเล่นโฮมเธียร์เตอร์ โทรทัศน์ จอ LCD หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เครื่องดูดฝุ่น เป็นต้น
     เมื่อหลงกล  เข้าไปแล้ว ปรากฎว่า ถูกหลอกและ ต้องเสียเงินอีกจำนวนหนึ่ง   
    ถ้าคุณไม่อยากรับของขวัญวันปีใหม่ที่พิเศษเช่นนี้ อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด
    ขณะนี้ตำรวจภาค ๒ ประสานแจ้งมาแล้วว่า...กำลังดำเนินการด้าน กม.กับ บริษัท นี้....ขอบอก..

สุขสันต์วันปีใหม่ ขอให้ทุกท่านมีความสุขตลอดปี และตลอดไป 

วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

สิทธิผู้บริโภค สิทธิชุมชน คนพานทอง ชลบุรี ????

                  จาก มาบตาพุด (มาบตาพิษ) 
                            สู่ 
                    อมตะนคร ๒  ชลบุรี - แปดริ้ว

    ผลิตผล....ของการนิคมอุตสาหกรรม ???



                     อุตสาหกรรม  ชาวบ้านเขาไม่ต้องการ....ทำไมต้องมี?

               ไปที่ไหนเขาก็ประท้วง..คนใช้เงิน - กินเงินภาษี.....ไม่รู้สึกบ้างหรือ?
                                     เวทีสาธารณะ เครือข่ายอำเภอพานทอง
                 

สิทธิ  ตาม พรบ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ 
 ๑)     สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้อง และ เพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ
    ๒)    สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ
    ๓)    สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้า หรือ บริการ 
    ๔)    สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา 
       ๕) สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เรื่องง่าย ๆ ทำได้ที่บ้าน

                                                 0 เรื่องง่าย ๆ ทำได้ที่บ้าน

- ใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน เช่น เปลี่ยนหลอดไส้เป็นหลอดตะเกียบ ใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ผอมใหม่ T5
- ถ้าไม่ร้อนมากเกินไป ควรใช้พัดลมแทนเครื่องปรับอากาศ แต่ถ้าต้องเปิดเครื่องปรับอากาศก็เปิดที่ 25 องศาเซลเซียส โดยตั้งเวลาเปิดเครื่องให้ทำงานเท่าที่จำเป็น
- ปิดไฟในห้องนอนที่ไม่มีคนอยู่ ถอดปลั๊กทีวี วิทยุ คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง หรืออื่น ๆ เมื่อเลิกใช้งาน
- อย่าใส่ของร้อนเข้าตู้เย็น หรือใส่ของจนเต็มตู้ และไม่ควรเปิดตู้เย็นบ่อย ๆ หมั่นละลายน้ำแข็งในช่องแช่แข็งด้วย เพื่อประหยัดพลังงานในการทำงานของตู้เย็น
- ใช้ไม้กวาด กวาดบ้าน ซักผ้าด้วยมือ ได้ออกกำลังกาย และประหยัดไฟกว่าใช้เครื่องดูดฝุ่น หรือเครื่องซักผ้า แต่ถ้าไม่มีเวลา ก็ควรซักเครื่องทีละมาก ๆ
- ถ้ามีของใช้ในบ้านเสีย ควรหาทางซ่อมให้กับมาใช้ได้ใหม่ หรือดัดแปลงให้ใช้ประโยชน์ในทางอื่น อย่าเพิ่งรีบทิ้ง หรือซื้อของใหม่
- แยกขยะที่บ้านเป็น 2 ประเภท คือ ขยะเปียก (เศษอาหาร) ไว้ทำปุ๋ย กับขยะรีไซเคิลไว้ขายอาแปะซาเล้ง เช่น เศษกระดาษ พลาสติก แก้ว เป็นต้น
- เก็บน้ำมันพืชที่ใช้แล้วไปขายที่ปั๊มน้ำมันบางจาก เพื่อนำไปทำไบโอดีเซล
- ใช้น้ำอย่างประหยัด ใช้โถชักโครกแบบประหยัดน้ำ อย่าปล่อยให้มีน้ำรั่ว หากรั่วรีบซ่อมทันที
- ปลูกต้นไม้ในบริเวณบ้าน มีพื้นที่น้อยก็ปลูกไม้กระถาง มีพื้นที่มากก็ปลูกไม้ยืนต้น

10 วิธีเดินทางประหยัดพลังงาน

- คิดเสมอว่า การเดิน เป็นวิธีเดินทางประหยัดพลังงานที่สุด และเป็นการออกกำลังกายด้วย
- ขี่จักรยานไปตลาด หรือไปติดต่อธุระในสถานที่ใกล้บ้าน หรือถ้าที่ทำงานอยู่ใกล้ก็ขี่ไปทำงานเลยก็ได้
- ใช้บริการรถสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถตู้ รถไฟลอยฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดิน ช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และยังช่วยสร้างความต้องการให้เกิดบริการรถสาธารณะมากขึ้นในอนาคต
- จะไปนอกเส้นทางปรกติ พยายามใช้รถแท็กซี่แทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว เพราะมีรถแท็กซี่วิ่งตลอดเวลาอยู่แล้ว
- ถ้าต้องขับรถยนต์ส่วนตัว ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม. จะประหยัดน้ำมัน พยายามรักษาความเร็ว ไม่ควรเหยียบเบรก หรือเร่งเครื่องโดยไม่จำเป็น
- หมั่นเช็กลมยางของรถยนต์ให้ตรงตามขนาดที่เหมาะสม เพราะถ้าลมยางอ่อนจะทำให้เปลืองน้ำมันมาก
- ดับเครื่องเมื่อจอดรถเสมอ
- สนับสนุนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล หรือแก๊สโซฮอล์ แทนการใช้น้ำมันเบนซิน หรือดีเซล
- จัดระบบ Car pool เช่น รวมกลุ่มคนอื่นซึ่งมีที่ทำงานอยู่ในทางเดียวกัน โดยให้นั่งรถยนต์คันเดียวกันแทนการขับรถยนต์ไปกันคนละคัน
- การเดินทางไกล ๆ พยายามลดการเดินทางด้วยเครื่องบิน เพราะเครื่องบินปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อผู้โดยสารมากที่สุดเมื่อเทียบกับการ เดินทางประเภทอื่น ๆ ถ้าเป็นไปได้ใช้รถไฟ หรือรถประจำทางแทน
http://www.manager.co.th/images/blank.gif


http://www.manager.co.th/images/blank.gif

10 เรื่องต้องคิดก่อนจับจ่ายซื้อของ
- ไม่รับถุงพลาสติกจากร้านค้า ควรพกถุงผ้าติดตัวไว้ใส่ของเสมอ หรือบางครั้งอาจต้องพกถุงพลาสติกส่วนตัวไว้สำหรับใส่ของที่อาจเลอะเทอะได้
-
เลือกซื้อของมือสองแทนการซื้อของใหม่ มีของมือสองมากมายที่ใช้ได้ดี และราคาถูกเสียด้วย เช่น เสื้อผ้า หนังสือ วีซีดี คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
-
ซื้อของที่บรรจุในขวดแก้วดีกว่าวัสดุแบบอื่น ๆ เช่น น้ำอัดลม น้ำปลา ซอส เป็นต้น เพราะขวดแก้วน้ำกลับไปบรรจุซ้ำได้อีก
-
ไม่ซื้อของที่บรรจุในโฟม หรือใช้หีบห่อฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น ถ้าต้องใช้โฟม หรือพลาสติกจริง ๆ พยายามหาพลาสติก หรือโฟมแบบที่ย่อยสลายได้เองในธรรมชาติ
-
พยายามเลือกของที่สามารถใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีกได้ ไม่ควรซื้อของที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น ใช้ถ่านไฟฉายแบบชาร์จไฟได้แทนถ่านธรรมดาแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง
-
ซื้อเครื่องกรองน้ำมาใช้แทนการซื้อน้ำขวด หรือถังน้ำ
-
ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 และค่าประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า EER ไม่น้อยกว่า 10.6 (ยิ่งสูงยิ่งดี)
-
เลือกของที่ทำงานโดยต้องไม่ใช้ไฟฟ้า หรือถ่าน เช่น ที่โกนหนวดแบบธรรมดา นาฬิกาไขลาน หรือเครื่องใช้ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เช่น เครื่องคิดเลข เครื่องทำน้ำร้อน เป็นต้น
-
สนับสนุนสินค้าในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ผลไม้ หรือของใช้อื่น ๆ เพราะสินค้าจากต่างประเทศต้องสิ้นเปลืองพลังงานขนส่งมากกว่า
-
คิดทบทวนก่อนจ่ายเงินซื้อของทุกครั้งว่า จำเป็นต้องใช้ของนั้นจริงหรือไม่ เราใช้ของที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าแล้วหรือยัง


30 วิธีที่กล่าวมานี้ ถึงแม้บางเรื่องจะเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว แต่หากค่อย ๆ ทำ และช่วยกัน ทีมงานเชื่อว่า มือเล็ก ๆ จากหลาย ๆ ครอบครัว สามารถบรรเทาอาการป่วยของโลกได้ไม่มากก็น้อย

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

คดีผู้บริโภค


“คดีผู้บริโภค”
การ เป็นคดีความ ไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือจำเลย ดูจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและน่าเวียนหัว ปวดใจอยู่ไม่ใช่น้อย ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาหรือความเสียหายในจำนวนเงินที่ไม่สูง มาก โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้าหรือบริการที่มีราคาหลักร้อย หรือหลักพัน เราก็อาจจะรู้สึกว่า มันไม่คุ้มค่าที่จะไปฟ้องร้องเป็นคดีความให้เหนื่อยหนักหัวใจ และเสียเวลาทำมาหากิน อีกทั้งได้ไม่คุ้มเสีย เพราะค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องเป็นคดีในแต่ละเรื่องก็ไม่ใช่น้อยๆ
              และถือว่า เป็นเรื่องใหม่พอสมควร สำหรับ เนื่องจากได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคนี้เมื่อปี พ.ศ. 2551 นี้เอง ซึ่งกฎหมายนี้ มีขึ้นเพื่อดูแลผู้บริโภคอย่างพวกเราท่านโดยเฉพาะ เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคที่มีปริมาณมากที่สุดของประเทศให้เข้าถึงกระบวนการ ยุติธรรมได้ง่ายขึ้น ไม่ถูกขัดขวางด้วยรูปแบบการฟ้องคดีแบบเดิมๆ อีกต่อไป เนื่องจากเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคอย่างพวกเราท่านสามารถนำ “คดีผู้บริโภค” มาฟ้องได้สะดวกขึ้น
               ก่อนที่จะรู้ว่า เราจะเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องคดีผู้บริโภคได้อย่างไร? เราก็ควรทราบก่อนว่า “คดีผู้บริโภค” เกี่ยวข้องกับใครบ้าง?
               อันดับแรก คือ ผู้บริโภค หมายถึง ผู้ซื้อ หรือผู้ที่ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้ซึ่งได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจเพื่อให้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ หรือผู้ใช้สินค้าหรือผู้ที่ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยที่ไม่ได้เป็นผู้เสียค่าตอบแทนก็ตาม
              อันดับที่สอง คือ
ผู้ที่มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ซึ่งปัจจุบันนี้มีอยู่ 3 องค์กร คือ
       ๑.
คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคได้ 2 กรณี คือ
       คดีที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ที่คณะกรรมการเห็นสมควร และ
       คดีที่ผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิร้องขอ ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่า การดำเนินคดีนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม
       ๒.
สมาคมที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับรอง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 40 และมาตรา 41 ซึ่งมีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภคที่เป็นสมาชิกของสมาคมเท่านั้น
       ๓.
มูลนิธิที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภครับรอง มี อำนาจฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายแทนผู้บริโภคได้ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น จากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551
       อันดับที่สาม คือ
ผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งหมายถึง
       
ผู้ขาย คือ ผู้ให้เช่า ผู้ให้เช่าซื้อ หรือผู้จัดหาให้ไม่ว่าด้วยประการใดๆ โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงิน หรือผลประโยชน์อย่างอื่น ตลอดจนผู้เสนอหรือชักชวนเพื่อการดังกล่าวด้วย
      ผู้ผลิตเพื่อขาย คือ ผู้ทำ ผสม ปรุง ประกอบ ประดิษฐ์ หรือแปรสภาพ หรือดัดแปลง คัดเลือก หรือแบ่งบรรจุเพื่อขาย
       
ผู้สั่งหรือนำเข้ามาในประเทศไทยเพื่อขาย คือ ผู้สั่งซื้อสินค้ามาจากผู้ผลิตต่างแดน
       
ผู้ซื้อเพื่อขายต่อ คือ ผู้ค้าปลีก ซึ่งซื้อสินค้ามาจากผู้ผลิตหรือผู้ขายส่ง ไม่ใช่ผู้บริโภค
       
ผู้ให้บริการ คือ ผู้รับจัดทำการงาน ผู้ให้สิทธิใดๆ หรือให้ใช้หรือให้ประโยชน์ในทรัพย์สินหรือกิจการใดๆ โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นเงินหรือผลประโยชน์อื่นๆ เช่น ให้เช่าอาคารสำนักงาน
       
ผู้ประกอบกิจการโฆษณา คือ ผู้ประกอบกิจการที่มีวัตถุประสงค์ที่จะกระทำการใดๆ ให้คนทั่วไปเห็นหรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้า
       ความหมายของ
“คดีผู้บริโภค” ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 คือ
       (1) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค กับผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามกฎหมายอันเนื่องมาจากการบริโภค สินค้าหรือบริการ

       (2) คดีแพ่งตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย
       (3) คดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (1) หรือ (2)
       (4) คดีแพ่งที่มีกฎหมายบัญญัติให้ใช้วิธีพิจารณาตามพระราชบัญญัตินี้
       ซึ่งการใช้สิทธิฟ้อง “คดีผู้บริโภค” ผู้เสียหายที่เป็นโจทก์จะฟ้องด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้ ในกรณีที่อยากฟ้องด้วยวาจา ศาลจะจัดให้เจ้าพนักงานคดีทำหน้าที่บันทึกรายละเอียดแห่งคำฟ้องแล้วให้โจทก์ลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ
    
       และในคดีผู้บริโภคนั้น ผู้บริโภคมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ว่า ตนเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากสินค้าหรือบริการเท่านั้น เช่น หากผู้บริโภคผิวหน้าเป็นแผลด่างดวงจากการใช้เครื่องสำอาง ผู้บริโภคก็ต้องแสดงให้ศาลเห็นได้ว่าก่อนหน้าที่จะใช้เครื่องสำอางยี่ห้อนี้ มีผิวหน้าดีอย่างไร แต่หลังจากใช้เครื่องสำอางยี่ห้อนี้ทาผิวหน้าแล้ว ส่งผลให้ผิวหน้าเกิดปัญหาอย่างไรบ้าง
       แต่ควรทราบว่า “คดีผู้บริโภค” ไม่ได้หมายความว่า จะเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคฟ้องผู้ประกอบธุรกิจเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจฟ้องผู้บริโภคเป็นคดีได้เช่นกัน อาทิ เช่น
       คดีที่ผู้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ฟ้องบังคับลูกค้าให้ชำระหนี้ตามสัญญายืม จำนอง ค้ำประกัน บัญชีเดินสะพัด หรือการให้บริการอื่นๆ
       คดีที่ผู้ ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต หรือให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล หรือกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาฟ้องบังคับลุกหนี้ให้ชำระหนี้ตามสัญญาบัตร เครดิต หรือสัญญากู้ยืมเงิน เป็นต้น
       ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของการฟ้อง “คดีผู้บริโภค” คือ การใช้วิธีพิจารณาในระบบไต่สวน ซึ่งทำให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในการเรียกพยานหลักฐานเข้ามาสืบได้เอง และสั่งให้เจ้าพนักงานคดี ซึ่งทำหน้าที่ช่วยศาลตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานที่จำเป็นให้ศาลทราบ เพื่อช่วยให้ได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนรอบด้าน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้เข้าถึงและได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง